พระบาทสมเด็จกระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 และตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ที่ทรงครองราชย์ทุกคนก็ได้ประจักษ์แล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และประเสริฐ ทรงครองแผ่นดินนี้โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาโดยตลอด  จะได้เรียนรู้จากการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มากมาย 




 สมดัง ที่พระปฐมบรมราชโองการ  ที่พระราชทานไว้เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม  พ.ศ. 2493 ว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ” ท่านทราบหรือไม่ว่าในวันนั้น  พระองค์ได้ประกาศ Good Governance  แล้ว  Governance หรือหลักธรรมาภิบาลนั่นเอง พระองค์ทรงประกาศว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม ธรรมะ ก็คือ ธรรมาภิบาล  พระองค์ทรงประกาศ ก่อนที่ต่างชาติจะบัญญัติคำว่า Governance เสียอีก
 
ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์  พระองค์ทรงยึดมั่นในหลักธรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน  โดยเฉพาะหลักธรรมะ 10 ประการสำหรับพระราชา หรือที่พวกเราเรียกกันว่า “ทศพิธราชธรรม” ไม่ทราบว่าท่านจำได้หรือไม่ว่าธรรมะแต่ละข้อนั้นมีอะไรบ้าง เรามาทบทวนกันว่ามีอะไรบ้าง ทศพิธราชธรรม หรือ หลักธรรมะอันประเสริฐ 10 ประการ ของพระราชา ได้แก่


๑. ทาน             6. ตปะ
๒. ศีล              7. อักโกธะ
๓. ปริจจาคะ       8.  อวิหิงสา
๔. อาชชวะ        9.  ขันติ
๕. มัททวะ        10. อวิโรธนะ


และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ในแต่ละหลักธรรมอย่างไร  เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้เพื่อเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติราชการหรือใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเรา


หลักทศพิธราชธรรมประการที่ 1 คือ ทาน ซึ่งหมายถึง  การให้ การให้ในที่นี้เป็นการให้แล้วมีผลผูกพัน  พระองค์พระราชทานทรัพย์  สิ่งของ  เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชน  โดยมิได้เลือกเชื้อชาติ  หรือศาสนา เป็นการสร้างสรรค์ความสงบสุขให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง 


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยธรรมะ  ทรงรักและเมตตาพสกนิกรของพระองค์  ทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรมีความสุขอย่างแท้จริง


ดังนั้น ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นข้าราชการก็สามารถเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทในหลักธรรมข้อนี้ได้เช่นกัน  หลักธรรมในข้อนี้ คือ ทาน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นข้าวของเงินทองเสมอไป  สำหรับข้าราชการการให้ในที่นี้อาจจะเป็นการให้บริการแก่ประชาชน  บริการด้วยความเต็มใจ  ทำให้ประชาชนมีความสุข  นั่นก็เป็นการให้ทานแล้ว  


ทศพิธราชธรรมประการที่ 2 คือ ศีล ซึ่งหมายถึง ความประพฤติที่ดีงาม อันเกิดจากการรักษาศีล เว้นจากการทำชั่วไม่ทำความเสียหาย หรือ ละเว้นในสิ่งที่ไม่เหมาะ ไม่ควร    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามะกะที่ดีและทรงเคร่งครัดในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา    พระจริยวัตรที่ดีงามของพระองค์ สามารถตรึงดวงใจทุกดวงของพสกนิกรให้เกิดความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างท่วมท้นเป็นที่ประจักษ์


 ทศพิธราชธรรมประการที่ 3 คือ ปริจจาคะ ซึ่งหมายถึง การเสียสละ เป็นการให้  การเสียสละเพื่อให้เกิดประโยชน์  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง  ทรงเสียสละความสำราญส่วนพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องถิ่นทุรกันดาร และห่างไกลความเจริญเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน 
 
ทศพิธราชธรรมประการที่ 4 คือ  อาชชวะ  หมายถึง  ความเป็นคนตรง  ซื่อสัตย์  สุจริต  จริงใจ  ซื่อตรงในการวางแผนโครงการทุกๆ โครงการ เพื่อไม่ให้มีการรั่วไหล  เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนอย่างแท้จริง
 
ทศพิธราชธรรมประการที่ 5 คือ  มัททวะ  หมายถึง  ความสุภาพอ่อนโยน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นพระราชาเลย  ภาพที่พระองค์ทรงโน้มพระวรกายเข้าหาประชาชน  เพื่อรับการเคารพของประชาชนซึ่งบางคนก็เป็นคนเฒ่าคนแก่  นับเป็นภาพที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นอย่างยิ่ง
 
ทศพิธราชธรรมประการที่ 6  คือ ตปะ  หมายถึง  ความเพียรไม่ลดละเบื่อหน่าย    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคใดๆ  พระองค์ทรงอยู่ในฐานะที่สามารถทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่  แต่พระองค์ก็ไม่ทรงทำเช่นนั้น  มีแต่ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ส่วนพระองค์มากมาย  เพื่อให้ประชาชนได้อยู่ดีกินดี
 
ทศพิธราชธรรมประการที่ 7 คือ อักโกธะ แปลว่าไม่โกรธ  บุคคลที่ได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท  ล้วนแต่กล่าวว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอารมณ์ที่สุขุม  ไม่ทรงกริ้ว  ไม่ทรงโกรธ  ทรงมีพระเมตตาที่สูงยิ่ง


 ทศพิธราชธรรมประการที่ 8 คือ อวิหิงสา นั่นคือ การไม่เบียดเบียน  ทรงมีแต่ความรัก  ความห่วงใย ไม่เบียดเบียนประชาชน  เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา  ด้วยเหตุนี้จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่เคารพของพสกนิกรชาวไทยทั้งมวล  ทรงเป็นผู้ปกครองประเทศที่มีอำนาจได้โดยที่ไม่ต้องสร้างความหวาดกลัว  กดขี่ข่มเหงประชาชน
 
ทศพิธราชธรรมประการที่ 9 คือ ขันติ  ความอดทน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ย่อท้อ      ไม่เคยหมดกำลังพระราชหฤทัย หรือทรงละทิ้ง  ในการที่จะสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ประชาชน  หรือแม้แต่การเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นห่างไกล  ต้องบุกป่าฝ่าดงไป  แต่ก็ทรงมุ่งมั่นไปเพื่อพบราษฎรที่รอพระองค์อยู่
 
และทศพิธราชธรรมประการสุดท้ายคือ  อวิโรธนะ หมายถึงความยุติธรรม  การไม่ทำผิดทำนองคลองธรรมดำรงไว้ ซึ่งความถูกต้องตามศีลธรรม  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความยุติธรรมทรงรับฟังปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง