คุณธรรมจริยธรรมของ “บอร์ด” บางท่านหายไปไหน

พุธทรัพย์ มณีศรี

           ระยะนี้ผู้เขียนได้เขียนบทความเกี่ยวกับการส่งเสริมการให้ข้าราชการเป็นคนดีมีคุณธรรม รวมทั้งบทความเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นบ่อยขึ้น

           เจตนาก็เพื่อให้ผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรมได้รับการยกย่องเชิดชูในสังคม และเพื่อให้ผู้มีคุณธรรมจริยธรรมมีที่ยืนในสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผย

           ในทางกลับกัน ก็เพื่อให้คนที่ทุจริตคอร์รัปชั่นหรือคนโกง โดยเฉพาะคนโกงบ้านโกงเมือง หรือคนที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม จะได้ไม่มีที่ยืนในสังคม

           และอยากเรียกร้องให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้โปรดช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนให้บรรลุจุดมุ่งหมายสุดท้ายก็คือ ให้ “ประเทศไทยใสสะอาด ปราศจากคอร์รัปชั่น”

รวมทั้งเพื่อให้คนไทยเราทุกคนเป็นคนดีมีคุณธรรม ซึ่งจะทำให้สังคมของคนทั้งชาติเป็นสังคมที่สงบ อบอุ่นและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

           วันนี้มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังอีกเกี่ยวกับคนบางคน เพราะแม้ท่านเหล่านั้นมีหน้ามีตาในสังคม แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าบุคคลผู้นั้นน่าจะมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่านี้

            “มีหน้ามีตาในสังคม” อย่างไร ก็มีหน้ามีตาซิครับ เพราะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบางคณะซึ่งเรียกกันว่า “บอร์ด” นั่นแหละครับ ย่อมเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีหน้ามีตาในสังคม ไม่งั้น เขาก็คงไม่ตั้งให้เป็นบอร์ดหรอกครับ

           ดังนั้น คำว่า “กรรมการ” ในบทความนี้ จึงหมายถึงเฉพาะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบอร์ด หรือที่มีกฎหมายหรือข้อบังคับกำหนดคุณสมบัติการได้รับการสรรหาหรือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไว้เท่านั้น ไม่รวมคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยทั่วไป

           เพราะกรรมการบางท่านเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “บอร์ด” ปัจจุบันไม่มีคุณสมบัติหรือขาดคุณสมบัติที่จะเป็น “บอร์ด” แล้ว แต่ก็ยังนั่งเป็นบอร์ดอยู่ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะเบี้ยประชุมที่ได้รับในแต่ละครั้งหรือแต่ละเดือนนั้นค่อนข้างสูง

           หรือไม่ก็อาจรอให้ผู้มีอำนาจสั่งปลด เพราะกรรมการผู้นั้นไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอที่จะลาออกด้วยตนเอง

           ยกตัวอย่างง่ายๆ ๒ ตัวอย่าง นะครับ เช่น คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้กำหนดไว้ว่า กรณีที่หนึ่ง “ต้องไม่เป็นข้าราชการเมืองหรือเป็นกรรมการพรรคการเมือง” หรือกรณีที่สอง “ไม่เคยต้องโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก”

สำหรับกรณีแรกนั้น ก่อนการสรรหาไม่ได้เป็นข้าราชการเมืองหรือเป็นกรรมการพรรคการเมือง แต่เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้ว ภายหลังได้เป็นข้าราชการการเมืองหรือเป็นกรรมการพรรคการเมือง

           ตามกฎหมายหรือข้อบังคับยังเป็นกรรมการอยู่ได้นะครับ แต่ในทางปฏิบัติควรจะเป็นต่อไปหรือควรจะลาออกหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิท่านนั้น

           สำหรับกรณีที่สองก็เช่นกัน ก่อนการสรรหาไม่เคยต้องโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่เมื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ต้องโทษโดยคำพิพากษาให้จำคุก

           แม้เป็นเพียงคำตัดสินของศาลชั้นต้น และกฎหมายหรือข้อบังคับไม่ได้ห้ามไม่ให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจบางท่านก็ลาออกแล้วครับ

ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่กฎหมายหรือข้อบังคับหรอกครับ แต่เป็นเรื่องของการสร้างจิตสำนึกกันมากกว่าว่าอะไรควรหรืออะไรไม่ควร ใช่ไหมครับ

(เผยแพร่ 20 สิงหาคม 2560 : OK Nation Blog)

Share This Post:

factadmin


Related Posts