พุธทรัพย์ มณีศรี

ประเทศด้อยพัฒนาและประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายต่างก็มีปัญหาสำคัญร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือ ปัญหาคอร์รัปชั่น และก็เพราะปัญหาคอร์รัปชั่นนี่แหละที่ทำให้ประเทศเหล่านี้พัฒนาเพื่อให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วยากเย็นยิ่งนัก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และก็ประสบปัญหาคอร์รัปชั่นเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพิ่งประสบปัญหานี้หรอกครับ แต่มีมานมนานกาเลแล้ว

นับตั้งแต่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น โดยได้จัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยด้วยนั้น ประเทศไทยสอบตกมาโดยตลอด

ต่ำสุดคือในปี พ.ศ. 2538 ได้ 2.79 (ตอนนั้นคะแนนเต็ม 10) สูงสุดในปี พ.ศ. 2548 คือ 3.8 (คะแนนเต็ม 10) และในปี พ.ศ. 2557 และ พ.ศ. 2558 ได้ 38 คะแนน (คะแนนเต็ม 100)

 ดูรายละเอียดคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของไทยในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมาก็ได้นะครับ จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ได้เพียง 35-38 คะแนน เท่านั้น กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2555 พ.ศ. 2555 พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2557 พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2559 ได้ 37 คะแนน 35 คะแนน 38 คะแนน 38 คะแนน และ 35 คะแนน ตามลำดับ

แม้ว่ารัฐบาล คสช. หรือรัฐบาลปัจจุบันโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เอาจริงเอาจังที่จะทำให้ปัญหาคอร์รัปชั่นเบาบางลง

แต่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนก็ทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน ยังคอร์รัปชั่นกันอยู่ ทำให้ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของไทยไม่ได้กระเตื้องขึ้น

การคอรัปชั่นของไทยฝังรากลึกมานานและลึกมาก แม้มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดซึ่งผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มก่อตั้งและเป็นกรรมการมาโดยตลอด จะได้พยายามปลุกจิตสำนึกข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้โกง หรือ “ไม่รับ ไม่ให้” ก็ตาม

แต่ก็ยังทำได้ไม่ทั่วถึงและยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติมากนัก ดังนั้น มูลนิธิฯ คงต้องใช้ความพยายามในการดำเนินการในเรื่องนี้ให้มากขึ้นและต้องทำกันต่อไป

ที่จริงคนที่มีสันดานโกง ทำอย่างไรก็คงแก้ไม่หาย มีทางเดียวเท่านั้นคือจับเข้าขังคุกขังตะราง หรือไม่ก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้พวกที่ทุจริตคิดมิชอบนี้มีหนทางในการโกงหรือทำให้โกงยากขึ้น

พูดก็พูดเถอะ หาทางป้องกันอย่างไร คนฉลาดแกมโกงก็มีวิธีการที่จะโกงจนได้ เพราะค่าเปอร์เซ็นต์ ค่านายหน้าหรือเงินทอนมันยั่วยวนและยังคงมีอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากไม่ยอมแพ้ที่จะป้องกันการโกง คนโกงก็หาทางโกงยากขึ้น  

การโกงที่ทำได้ง่ายและได้เงินมากก็คือการได้มาจากการจัดซื้อหรือการจัดจ้าง แต่เมื่อมีวิธีการใหม่ คือการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction กล่าวคือเป็นการเสนอราคาในลักษณะประมูลราคาแข่งขันกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ก็ช่วยไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้หรือเกิดขึ้นได้น้อย

การประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. ที่ผ่านมาซึ่งได้ประมูลด้วยวิธีการนี้ ใช้เวลาประมูลกันข้ามวันข้ามคืนนั้น ทำให้รัฐได้รับประโยชน์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งนอกจากเป็นธรรมแก่ผู้ประมูลแล้ว ยังอุดช่องโหว่ในการคอร์รัปชั่นได้อย่างชะงัดนัก

แม้ว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ข้อ 18 จะกำหนดให้การซื้อหรือการจ้างกระทำได้ 6 วิธี คือ วิธีตกลงราคา  วิธีสอบราคา วิธีประกวดราคาวิธีพิเศษ วิธีกรณีพิเศษ และวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม แต่ก็ให้กระทำได้ตามวงเงินที่กำหนดไว้ในระเบียบด้วย

สำหรับกรณีที่กำหนดวงเงินขั้นสูงไว้ ในกรณีวิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท วิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท นั้น ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก

แต่การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษ ซึ่งได้แก่การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง คือมีราคาเกิน 100,000 บาท นี่ซิครับน่าสนใจ เพราะจะเกินไปเป็นกี่แสนบาทหรือกี่ล้านบาทก็ได้

แม้ว่าจะมีระเบียบฯ กำหนดว่าทำได้ในกรณีใดบ้างและต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ก็ตาม เช่น เป็นงานที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่ราชการ เป็นต้น

แต่หน่วยงานก็อ้างเหตุนี้ได้ แม้ว่าความจริงอาจใช้วิธีการประมูลก็ได้ ทั้งนี้ การหักค่าเปอร์เซ็นต์หรือการเจรจาขอเงินทอนก็ง่ายขึ้น เพราะพูดกันเพียงเจ้าดียว

ผู้เขียนไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษหรอกครับ เพราะบางกรณีก็จำเป็นจริงๆ แต่บางกรณีไม่ใช่ เช่น การก่อสร้าง ไม่ว่าสร้างอาคารหรือสร้างถนน ย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณงานและเวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนด้วย 

ดังนั้น เพื่อให้การจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ มีความโปร่งใสมากขึ้น และประชาชนผู้สนใจสามารถตรวจสอบได้ ก็ควรกำหนดทางปฏิบัติเพิ่มเติม

กล่าวคือ หน่วยงานใดต้องการจัดซื้อและจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งแน่นอนต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ เมื่อได้บริษัทห้างร้านใดดำเนินการ ก็ให้นำเรื่องนี้ขึ้นเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นทันที โดยให้ระบุเหตุผลประกอบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

หากผู้สนใจได้ทราบเหตุผลก็จะได้ช่วยกันตรวจสอบด้วยว่า เหตุผลที่ระบุไว้นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นจริงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ และได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์นั้นๆ หรือไม่ เพียงใด

ไม่ใช่จัดซื้อหรือจัดจ้างเมื่อต้นปีงบประมาณ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นงานที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน ทั้งๆ ที่งานบางงานนั้น ไม่อาจกระทำโดยเร่งด่วนไว้ เช่น งานก่อสร้าง แต่ละขั้นตอนต้องมีเวลาที่กำหนดไว้แน่นอน เร่งไม่ได้ เช่น การเทหรือการก่อคอนกรีต ต้องทิ้งไว้กี่วัน เป็นต้น

การดำเนินการเช่นนี้เป็นการป้องกัน “การคิดค่าเปอร์เซ็นต์” หรือ “เงินทอน” ได้ทางหนึ่ง และทำให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบโดยตรงซึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดซื้อหรือจัดจ้างโดยวิธีพิเศษแต่ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งการมา จะได้ปฏิบัติงานด้วยความสบายใจขึ้น

ปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีอยู่ อาจลดน้อยถอยลงไปได้บ้างกระมังครับ

(เผยแพร่ 30 ธันวาคม 2560 : OK Nation Blog)

 

Share This Post:

factadmin


Related Posts